วันอาทิตย์ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560

เรามาเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือ(สมาร์ทโฟน) ให้เป็น POS กันดีไหม?

โทรศัพท์มือถือ ประเภทสมาร์ทโฟน มีคุณสมบัติหลายประการที่จะช่วยขายของและทำบัญชีให้เรา



ประการแรก คือความเป็น Mobile ซึ่งหมายถึง ทุกที่ ทุกเวลา คุณสมบัติข้อนี้ทำให้เราพาไปใช้งานตรงไหนหรือเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสถานที่และเวลา

ประการที่สอง การเชื่อมต่อกับผู้คน ทำให้เรารู้สึกไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

ประการที่สาม ในสมาร์ทโฟนจะมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือแอพลิเคชั่น หรือที่คนส่วนใหญ่เรียก แอพ

ประการที่สี่ สมาร์ทโฟนเมื่อรวมเอาพวก แท็บเล็ต เข้ามาด้วยแล้ว จะทำให้การใช้งานสะดวกยิ่งขึ้นไปอีก

แล้ว POS มันคืออะไร?

POS (Point Of Sale) ก็คือจุดขาย หรือ จุดเช็คเอาท์(CheckOut) แต่ถ้าเอาตามคำนิยามกันจริงๆ ก็คือ จุด หรือ ตำแหน่ง ที่เกิดธุรกรรมการแลกปลี่ยนทางสินค้าหรือบริการ ว่าโดยความหมายที่คนทั่วไปเข้าใจคือ จุดชำระเงิน แต่แท้จริงแล้ว ความหมาย รวมไปถึงจุดที่ให้การบริการด้วย

รูปร่างหน้าตาของ POS (ในยุค 4G) ก็เป็นดังในรูป หรือถ้าอยากเห็นของจริงที่ใกล้ๆ ก็ต้องในเซเว่น เวลาเราไปจ่ายเงินค่าสินค้า พนักงานเซเว่นก็จะพิมพ์ใบเสร็จรับเงินส่งมาให้เราทุกครั้ง



หากจะว่าไป สมาร์ทโฟน ตกเป็นรอง POS ก็ตรงที่ไม่สามารถพิมพ์เอกสารใดๆ ได้ แต่ข้อจำกัดข้อนี้จะหมดไปในทันที เพียงแค่เราหาซื้อ Printer ที่พิมพ์ใบเสร็จได้ และเป็น Printer ที่สามารถเชื่อต่ออินเตอร์เน็ตได้ ซึ่งมีขายเยอะแยะ จากนั้นก็เชื่อมต่อ สมาร์ทโฟนกับ Printer ด้วยบัญชี Google แค่นี้ก็สามารถพิมพ์อะไรต่อมิอะไรจาก สมาร์ทโฟนได้แล้ว

ดังนั้นการเปลี่ยนสมาร์โฟนให้เป็น POS ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย และยิ่งหากได้เปิดบัญชีใช้งานระบบขายของออนไลน์ไว้แล้วด้วย งานขายของของคุณก็ยิ่งสนุก ที่สำคัญคือประหยัดเงินกว่าการซื้อ POS มาใช้ได้หลายพันครับ

ขายของออนไลน์คืออะไร?

ระบบขายของออนไลน์ - วิธีจัดการสินค้าของร้านเพื่อขาย ต้องทำอย่างไร?

ก่อนอื่นให้เรานึกถึงการจัดวางสินค้า ในซุปปอร์มาร์เก็ต หรือง่ายๆ ก็ในเซเว่น เราจะเห็นว่า สินค้าจะมีมากมายหลากหลายชนิด จัดวางแยกไปตามชั้นวางสินค้า แต่ถ้าเราพิจารณาให้ลึกกว่านั้น เราจะเห็นว่า เขาจัดวางสินค้าไว้เป็นหมวดหมู่ เช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ยาสระผม ก็จะจัดไว้หมวดหนึ่ง กาแฟ โอวัลติน ครีม น้ำตาล นมข้นหวาน ก็จะจัดไว้อีกหมวดหนึ่ง เป็นต้น ที่เขาทำแบบนั้นก็เพราะว่า มันง่ายต่อการค้นหาของลูกค้า และพนักงานในร้าน






คราวนี้ก็มาถึงคิวการจัดวางสินค้าของเรากันบ้าง การจัดสินค้าเพื่อขายในระบบขายของออนไลน์ก็จะจัดแบ่งสินค้า ออกไปเป็นหมวดๆ เช่นกัน เรียกว่า ประเภทสินค้า ที่ต้องจัดแยกกันก็เพื่อความความสะดวกในการนำรายการสินค้ามาลงในบิล ตอนที่เราจะขายของนั่นเอง

สมมติว่าร้านเราเป็นร้านประเภทวัสดุก่อสร้างก็แล้ว เราควรจะเอาปูนซีเมนต์มาไว้กลุ่มเดียวกับสีทาบ้านไหม? ซึ่งมันคงไม่ใช่ เพราะปูนซีเมนต์ก็มีหลายจำพวกสีทาบ้านก็มีหลายจำพวกดังนั้นเราควรแยกออกจากันให้เห็นได้ชัด ของอะไรที่เป็นจำพวกเดียวกัน เราก็ควรเอามาไว้ด้วยกัน อะไรที่ไม่ใช่พวกเดียวกับมันเราก็แยกไปใส่ในอีกประเภทหนึ่งหรือสร้างเป็นประเภทใหม่ขึ้นมาอีกประเภทก็ยังได้

สินค้า ประเภทปูนซีเมนต์ มีอะไรบ้าง?
ก็ได้แก่ ปูนตราเสือ ซึ่งก็มีสีเขียว สีฟ้า ปูนตราช้างแดง ซึ่งแต่ตัวจะมีคุณลักษณะที่แตกต่างกันออกไป เช่น ราคาขายต่อกระสอบก็ไม่เหมือนกัน รายละเอียดอื่นๆ ของสินค้าก็ไม่เหมือนกัน ซึ่งมีช่องให้ระบุในรายละเอียดสินค้า

ดังนั้นในร้านขายวัสดุก่อสร้างก็ควรมีประเภทสินค้าดังนี้

  • ปูนซีเมนต์
  • อิฐ
  • หิน
  • ทราย
  • สี
  • ไฟฟ้า
  • ประปา
  • เหล็ก

หรืออื่นๆ เป็นต้น

การจัดประเภทสินค้าในระบบขายของออนไลน์ก็จะมีการตั้งชื่อประเภทสินค้า ซึ่งควรเพิ่มประเภทสินค้าให้ครบ ผ่านทางเมนู รายการสินค้า และเลือก เพิ่มประเภทสินค้า

เมื่อเพิ่มประเภทสินค้าครบแล้ว ก็ถึงคราวนำสินค้าทั้งหมดของร้านไปใส่ลงในประภทสินค้าที่เราเพิ่งจะเพิ่มเสร็จลงไป การเพิ่มรายการสินค้าทำได้โดยการเลือกประเภทสินค้า แล้วเลือก เพิ่มสินค้า จากเมนู ระบบก็จะเปิดฟอร์มให้กรอกรายละเอียดสินค้าแต่ละรายการดังนี้

  • ชื่อสินค้า เช่น ปูนซีเมนต์ตราเสือ
  • หน่วยขาย เช่น กระสอบ
  • รายละเอียด เช่น กระสอบเขียว น้ำหนัก 50 ก.ก. 
  • ราคาขายต่อหน่วย เช่น 135


เมื่อป้อนข้อมูลครบถ้วนก็คลิกปุ่ม บันทึก สินค้ารายการนั้นก็จะถูกบันทึกลงในสินค้าประเภทที่เราเลือกไว้ หากมีรายการสินค้าอื่นๆ ที่จะใส่ในประเภทนี้อีก ก็ป้อนข้อมูล 4 อย่างนั้น แล้วก็บันทึก ไปเรื่อยๆ จนครบทุกรายการสินค้า และครบทุกประเภทสินค้า

เมื่อเราได้จัดระเบียบสินค้าทั้งหมดของร้านเสร็จแล้ว คราวนี้ก็รอเปิดบิลขายได้เลย

หน้าหลัก

ระบบขายของออนไลน์ - หน้าหลัก

หน้าหลัก

หากคุณกำลังมองหา ระบบอะไรสักอย่าง ที่จะมาช่วยงานการขายของหรือสินค้าของคุณ ซึ่งคุณกำลังมีปัญหาต่างๆ มากมายเกี่ยวกับร้านค้าของคุณ

เราอยากจะบอกว่า คุณมาถูกที่แล้ว

เพราะ ระบบขายของออนไลน์ ที่ www.myshopman.com หาใช่เป็นเพียงระบบช่วยขายของอย่างเดียว แต่ยังมีอย่างอื่นมารองรับเพื่อจัดการ ร้านค้าของคุุุณ อย่างเป็นระบบ และใช้งานง่าย

ที่กล้าพูดเช่นนั้นก็เพราะว่า ผู้พัฒนาระบบนี้ขึ้น ก็เป็นคนหนึ่งที่เปิดกิจการขายของ และประสบปัญหามากมาย เคยได้ไปลองใช้โปรแกรมจัดการร้านค้าทั้งที่ฟรีและไม่ฟรี แต่ก็ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไรได้ตรงจุด จึงตัดสินใจลงมือพัฒนาระบบขึ้นมาใช้งานเอง

แรกๆ ก็ขาดๆ เกินๆ แต่ก็พัฒนาปรับปรุงมาเรื่อยๆ จนกระทั้งในเวลานี้ กล้าพูดเต็มปากว่า สมบูรณ์ที่สุดแล้ว (แต่ก็ยังพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เพราะเทคโนโลยีอย่างอื่นเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา) จนได้นำมาแบ่งปันให้คนที่กำลังมีปัญหาแบบเดียวกันได้ใช้งานด้วย และตั้งใจว่าจะคิดค่าบริการไม่ให้แพง เหมือนอย่างโปรแกรมที่เคยนำมาใช้งาน


ทีนี้มาเข้าเรื่อง กันเลยดีกว่า

ระบบขายของออนไลน์ จะช่วยแก้ปัญหาอะไรให้คุณได้บ้าง?

เรามาดูกัน ...

อย่างแรกคือ ควบคุมการขายขายหน้าร้าน ของพนักงานที่เป็นลูกจ้างของเรา ตัดปัญหาลูกจ้างตุกติกกับเราได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะเขาต้องขายของและออกบิลรวมทั้งใบเสร็จให้ลูกค้า เขาจึงหมดสิทธิ์ตุกติกกับเรา นอกจากนั้นลูกจ้างที่ขายของหน้าร้านของเรา พวกเขาจะได้รับความสะดวกสบาย จากการขายของและออกบิลรวมทั้งใบเสร็จ เพียงแค่ใช้โทรศัพท์มือถือ(สมาร์ทโฟน) อย่างเดียว จนเป็นความประทับใจของลูกค้าที่มาอุดหนุนร้านเรา ในขณะที่เจ้าของกิจการมีหน้าที่เพียงแค่นั่งมอนิเตอร์รายได้จากการขายของเท่านั้นเอง

อย่างที่สอง คือระบบบัญชี กิจการทุกิจการย่อมต้องมีบัญชีต่างๆ ไว้ควบคุมกิจการให้ไปตามแนวทางที่ต้องการ กิจการจะอยู่ได้หรือไม่ได้ก็อยู่ที่บัญชี ที่ระบบขายของออนไลน์ เรามีระบบบัญชีไว้รองรับกิจการทั้งหมด 3 ประเภทบัญชี คือ บัญชีได้รายรับ(จากการขายหน้าร้าน) บัญชีสต็อกสินค้า และบัญชีบริหารจัดการร้านค้า

อย่างต่อมาก็คือ จนถึง ณ นาทีนี้เรากล้าพูดได้เต็มปากกว่า ระบบขายของออนไลน์ ที่ www.myshopman.com คือผู้ให้บริการรายแรกของประเทศไทย ที่สามารถให้ผู้ใช้งานระบบสามารถสแกนบาร์โค้ดแบบออนไลน์ได้ ทำให้กิจการต่างๆ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องการขายหน้าร้านสามารถจบสิ้นลงได้ เพราะเมื่อกิจการสามารถสแกนบาร์โค้ดสินค้าได้ ก็ไม่ต้องกลัว 7-11 อีกต่อไป

อย่างต่อมา เรื่องปัญหารการใช้งานระบบ หากผู้ใช้งานมีปัญหาใดๆ จากการใช้งาน ผู้ใช้ไม่กังวลใดๆ เพราะระบบนี้ ให้บริการแบบออนไลน์ ไม่เหมือนโปรแกรมจัดการร้านค้าที่มีให้ดาวน์โหลดฟรีบ้างไม่ฟรีบ้าง แต่เป็นระบบออฟไลน์ทั้งสิ้น ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ผู้ใช้งานได้

ยังมีอื่นๆ อีกมากมายที่อยากให้อ่าน ก่อนตัดสินใจ ลองคลิกลิงค์ด้านล่างเข้าไปอ่านดูนะครับ

ระบบขายของออนไลน์ คืออะไร?


ใครสามารถใช้งานระบบนี้ได้บ้าง?


ก่อนใช้ระบบขายของออนไลน์ต้องเตรียมความพร้อมบ้าง?


วิธีจัดการสินค้าของร้านเพื่อขาย ต้องทำอย่างไร?

วันพุธที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560

การซื้อ และ การขาย ที่สมบูรณ์ คืออะไร?

กิจกรรมหนึ่งที่สำคัญของทุกชีวิตในแต่ล่ะวัน ก็คือ ซื้อ และ ขาย



ที่บอกว่าเป็นกิจกรรมที่สำคัญก็เพราะว่า ในทุกนาทีของแต่ล่ะชีวิตล้วนต้องการการปัจจัยสี่เพื่อใช้ในการดำรงอยู่ของชีวิต ซึ่งเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญ ปัจจัยบางอย่างเราสามารถผลิตเองได้ก็ไม่ต้องไปหาซื้อ แต่ปัจจัยบางอย่างเราไม่สามารถผลิตเองได้ เมื่อผลิตเองไม่ได้ก็ต้องไปซื้อหามา ไม่มีชีวิตใดที่สามารถผลิตปัจจัยสี่ได้ทั้งสี่ปัจจัย ปัจจัยที่เราผลิตเองได้เราก็ใช้เองและเมื่อเหลือจากที่ใช้เองเราก็เอาไปขาย ยกตัวอย่างเช่น คนเลี้ยงไก่ ไม่ต้องซื้อไก่ของผู้อื่นมารับประทานเพราะสามารถผลิตได้เอง แต่คนเลี้ยงไก่ก็ยังต้องการปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น ยา เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ซึ่งต้องไปซื้อมาจากผู้อื่น แต่เมื่อคนเลี้ยงไก่ผลิตได้มากเกินความต้องการของตัวเอง คนเลี้ยงไก่ก็นำไปไก่ไปขาย เมื่อได้เงินมาก็เอาเงินไปซื้อปัจัยอื่นๆ ต่อไป เป็นแบบนี้ทุกชีวิต จึงสรุปได้ว่า การ ซื้อและการขายคือกิจกรรมที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เลยทุกชีวิต เราจึงได้มีชีวิตมาได้จนถึงทุกวันนี้ หากยังไม่เชื่อ ลองอย่างนี้กันดีไหม หยุดทำกิจกรรมการซื้อและการขายทุกอย่างทุกชนิดในชีวิตสัก 1 สัปดาห์ ซึ่งไม่มน่าจะมีชีวิตไหนทนได้ จริงไหม?

เมื่อมันเป็นกิจกรรมที่สำคัญของชีวิต เราก็ต้องทำกิจกรรมนี้โดยความระมัดระวัง รอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด เพราะความผิดพลาดจะนำมาสู่ความวุ่นวายต่อมา

การซื้อการขาย มีตัวละครที่สาำคัญอยู่สองตัว ตัวหนึ่งคือ เงิน เงินในที่นี้หมายถึง เงินตรา ใช้เพื่อชำระหนี้ตามกฎหมาย เงินคือตัวกลางที่อยู่ระหว่างการซื้อกับการขาย ส่วนตัวละครตัวที่สองคือ ความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย การซื้อขายที่สมบูรณ์จะต้องมีตัวละครทั้งสองนี้ปรากฎอยู่ หากมีไม่ครบก็ไม่นับว่าเป็นการซื้อการขาย เพราะหากไม่มีเงินมันก็เป็นได้แค่การแลกเปลี่ยนความพึงพอใจไม่ใช่การซื้อขาย หรือมีเงินแต่ไม่มีความพึงพอใจมันก็เป็นได้แค่ การทำบุญหรือการให้ทานเท่านั้นเอง การซื้อการขายที่สมบูรณ์จึงต้องมีตัวละครทั้งสองตัวนี้ประกอบกันอยู่เสมอ



การระมัดระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการซื้อการขาย ก็คือการทำให้ตัวละครสองตัวนี้มีความสมดุลทั้งสองฝ่าย คือทั้งฝ่ายผู้ซื้อและฝ่ายผู้ขาย

เงิน ที่ออกไปจากฝ่ายผู้ซื้อ ผู้ซื้อต้องมีความรู้สึกว่า ยินดีที่จะจ่ายเงินจำนวนนี้ออกไป และยินดีที่จะรับสินค้ามาจากฝ่ายผู้ขาย ผู้ขายก็ยินดีที่จะรับเงินจำนนวนนี้ พร้อมๆ กับยินดีที่จะยกสินค้าให้ฝ่ายผู้ซื้อ

ความพึงพอใจ ก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เกิดความไม่ยินดีขึ้นมา ก็จะเหมือนกับว่ามีการเอารัดเอาเปรียบกัน หรือคดโกงกัน ปัญหาอย่างอื่นก็จะตามมา ซึ่งตรงนี้ต้องระมัดระวังให้ดี เนื่องจากมันเป็นการซื้อการขายที่ไม่สมบูรณ์



ทุกคนต่างก็อยากได้การซื้อการขายที่สมบูรณ์ เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาตามมา จึงต้องใส่ใจให้ความระมัดระวังตรงนี้ให้มากๆ

สรุปสั้นๆ ง่ายๆ การซื้อและการขายที่สมบูรณ์ ก็คือการทำให้ เงิน และความพึงพอใจ เกิดขึ้นอย่างสมดุลทั้งสองฝ่าย

หากท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ขอความกรุณาช่วยบอกกล่าวด้วย

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

เฟสบุคเป็นของฟรี จริงหรือไม่?



เฟสบุค บอกเราว่า "ใช้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ" ตอนที่เราสมัครใช้งาน มันจริงหรือไม่?
วันนี้ผมจะมาไขปริศนาเรื่องนี้ ให้ท่านที่ได้ติดตามอ่านงานเขียนของผมกัน
ใช่ครับ ตอนที่เราไปลงทะเบียน(Register) เพื่อขอใช้งาน เฟสบุคก็บอกเราว่า ใช้ฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแต่ว่า เราต้องกรอกข้อมูลที่สำคัญบางอย่างในขั้นตอนที่หนึ่งให้เฟสบุคทราบ ได้แก่ ชื่อ นามสกุล เพศ วัน-เดือน-ปี เกิด เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์(E-Mail) ในขั้นตอนกรอกข้อมูลขั้นตอนที่หนึ่งนี้ เฟสบุคบังคับว่าต้องกรอก ถ้าไม่กรอกก็ไม่ให้ใช้ อิ อิ อิ
เมื่อเสร็จขั้นตอนที่หนึ่ง ก็เข้าสู่ขั้นตอนที่สอง เฟสบุค พยายามโน้มน้าว(ไม่บังคับ)ให้เรากรอกข้อมูลอื่นๆ ตามมาอีก เช่น ที่อยู่ ระดับการศึกษา ทำงานที่ใด มีความสนใจเรื่องใด เป็นต้น ในขั้นตอนนี้หากเรายังไม่พร้อมจะกรอก ก็สามารถข้ามไปได้(ค่อยมากรอกย้อนหลัง) แต่ถ้ากรอกไปแล้ว(ก็ยังสามารถกลับมาแก้ไขใหม่ได้ในภายหลังเช่นกัน) เฟสบุคก็จะเอาข้อมูลเหล่านี้ของเรามาประมวลผลเพื่อจะหาเพื่อนให้เราหรือดึงโฆษณาต่าง ๆ ขึ้นมาให้ตรงกับสิ่งที่เราสนใจให้มากที่สุด ถามว่าทำไม ใจเย็นๆ ครับ เดียวผมจะค่อยๆ อธิบาย
แต่อยากบอกตรงนี้นิดหนึ่งว่า ยังมีขั้นตอนต่อมาซึ่งเป็นตอนสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง ซึ่งก็คือขั้นตอนหาเพื่อน การใช้ชีวิตในเฟสบุคหากว่าไม่มีเพื่อนมันไม่สนุกหรอกครับ มันต้องมีเพื่อน มันต้องคบหาสมาคมกับผู้อื่นถึงจะมีรสชาติ ดังนั้นเราก็เริ่มทยอยค้นหาเพื่อนที่เรารู้จัก แล้วก็ส่งคำขอเป็นเพื่อนกับเขา แล้วก็รอให้เขาตอบรับกลับมา หรือในหลายๆ ครั้ง เฟสบุคจะช่วยหาเพื่อนมาให้เรา โดยการบอกว่า “บุคคลที่คุณอาจรู้จัก” เมื่อใช้งานเฟสบุคไปสักพัก เฟสบุคก็จะเอาเราไปขึ้นเป็นบุคคลที่คุณอาจรู้จักในหน้า newsfeed ของเพื่อนที่ยังหาตัวกันไม่เจอด้วยก็ได้ จะไม่ขออธิบายอะไรให้มากในขั้นตอนนี้ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นอะไรเล็กๆ สักนิดหนึ่งว่า เฟสบุคมีความแม่นยำประมาณ 50% - 90% ในการหาบุคคลที่คุณอาจรู้จักมาแสดงให้เราดู ที่เฟสบุคทำอย่างนั้นได้ก็เพราะข้อมูลที่กรอกลงไปในขั้นตอนที่หนึ่งและสองนั่นเองครับ
(ในการสมัครใช้งานจริง ขั้นตอนที่สองกับขั้นตอนที่สามสลับกัน แต่ที่ผมเขียนเรียงลำดับแบบนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลต่างๆ ของเราที่ให้ไปกับเฟสบุคนั้นมันสำคัญอย่างไรและเฟสบุคเอาไปใช้งานที่ไหนเมื่อไหรบ้าง แค่นั้นเองครับ)
ทีนี้ก็มาไขปริศนาเรื่องโฆษณากันต่อ หากสังเกตุดีๆ โฆษณาที่ว่าจะมีลักษณะเป็นเพจกับเป็นโพสต์ ถ้าโฆษณาเป็นเพจ เฟสบุคจะใช้ข้อความกำกับว่า “เพจแนะนำ” ถ้าเป็นโพสต์ เฟสบุคจะบอกว่า “ได้รับการสนับสนุน” หรือ “สปอนเซอร์” แล้วโฆษณาจะมีเกิดขึ้นทุกครั้งที่เราเปิดเข้ามาใช้งานเฟสบุคไม่ซ้ำหน้ากัน คนที่อยู่กรุงเทพกับคนที่อยู่ภูเก็ตหรือเชียงใหม่ ในเวลาใดเวลาหนึ่งจะได้เห็นโฆษณาไม่เหมือนกัน ผู้หญิงกับผู้ชายในเวลาใดเวลาหนึ่งอาจจะได้เห็นโฆษณาไม่เหมือกันก็ได้ แล้วแต่ว่าเฟสบุคจะจัดหามาให้ในหน้า newsfeed (หน้าหลัก) ของเราอย่างไร เราแค่รอชมอย่างเดียว
ถ้าดันเผอิญว่า โฆษณาดังกล่าวมันมาโดนตาโดนใจเราเข้า อย่างน้อยๆ เราต้องคลิกอ่านรายละเอียดหรือไม่ก็กดไลค์ให้โฆษณาเพจหรือโพสต์เหล่านั้นเป็นอย่างน้อย จริงไหมครับ แต่ถ้าไม่ถูกตาถูกใจเราก็ข้ามๆ โฆษณาเหล่านั้นไป เพื่อไปยังโพสต์ของเพื่อนๆ ของเราที่เขาโพสต์ๆ หรือแชร์ๆ กันอยู่
แต่ถ้าลองตั้งใจสังเกตุดีๆ เฟสบุคก็จะมีความแม่นยำค่อนข้างสูงเช่นกัน ที่จะดึงโฆษณาใดๆ ให้มาขึ้นในหน้า newsfeed ของเรา ที่เราเห็นปุ๊บก็ถูกใจปั๊บทันที ซึ่งก็มีบ่อยครั้งเหมือนกัน เคยสังเกตุแบบนั้นหรือเปล่าครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเฟสบุคก็ใช้หลักการเดียวกับการเอา บุคคลที่คุณอาจรู้จัก มาแสดงให้เราดู ในขั้นตอนค้นหาเพื่อนตามที่ได้อธิบายไปแล้วเมื่อตะกี้
ในบางครั้งหากโฆษณาใดๆ เอาสินค้าที่ตรงใจเราที่สุดมาขาย และเรามีเงินพอ เราก็สั่งซื้อสินค้านั้นทันที เคยเป็นแบบนี้ใช่ไหมครับ คือสั่งซื้อสินค้าแบบออนไลน์ เชื่อว่าหลายๆ คงจะเคยกันมาบ้างแล้ว ไม่มากก็น้อย จะเห็นว่ามันเกิดการซื้อขายกันโดยตรงระว่างผู้ขายและผู้ซื้อ แม้ว่าจะเป็นโลกออนไลน์ที่ไปจากเฟสบุคก็ตาม แต่ในทางเศรษฐกิจถือว่าเกิดการหมุนเวียนของเงินตราแล้ว และด้วยเหตุผลนี้แหละ ที่ผู้ขายต่างก็พึงพอใจกับผลลัพธ์ที่ได้จาการให้เฟสบุคช่วยโฆษณาสินค้าให้
เห็นไหมครับว่า มันเกิดการปฏิสัมพันธ์กันโดยตรงระหว่างผู้ซื้อ(เรา)และผู้ขายสินค้าและรวมไปถึงบริการทั้งหลายทั้งปวงในเฟสบุคแห่งนี้ด้วย
ถ้าแรงจูงใจมันดี ลงทุนเท่าไหร่ก็ยอม จริงไหมครับ
นี่คือสิ่งที่บรรดาพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายยึดถือในเรื่องการแสวงหากำไร บรรดาผู้ขายสินค้าทางเฟสบุคก็เหมือนกัน จ่ายค่าโฆษณาเท่าไรก็ยอมหากผลลัพธ์ที่ได้คุ้มค่า ก็เลยเกิดการไปแย่งขอทำโฆษณากับเฟสบุคกันมากมาย เฟสบุคก็จะใช้วิธีประมูลช่วงเวลาโฆษณากัน คือให้ผู้ขายสินค้ากำหนดงบประมาณมาว่าวันนี้คุณจะจ่ายค่าโฆษณาให้กับเฟสบุคกี่บาท ขายสินค้าให้กับใครคนจำพวกไหนบ้าง ขายให้กับคนในพื้นใดบนแผนที่โลก(ซึ่งจะขึ้นมาให้เราเลือก) เมื่อเฟซบุคเปิดดูผลการประมูล(แต่เฟสบุคจะเก็บมันไว้เป็นความลับ)ก็จะจัดสรรเวลาสำหรับดึงโฆษณาของพ่อค้าที่ให้ราคาประมูลสูงๆ ขึ้นหน้า newsfeed ของกลุ่มคนที่อยู่ในข่ายที่ผู้ขายกำหนดไว้ตั้งแต่ตอนประมูล(ซึ่งก็คือกลุ่มเป้าหมาย)บ่อยๆ และถี่ๆ ส่วนคนที่ประมูลรองๆ ลงมา ก็จะขึ้นเบาๆ บางๆ ในช่วงของวัน วันนั้น
ทั้งหมดสามารถสรุปได้ว่า ถ้าแค่เราใช้งาน ก็ฟรีจริงๆ ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ แต่อย่าลืมว่า เราต้องเอาข้อมูลของเราที่ให้ไว้กับเฟสบุคไปแลก(ของฟรี)มา เพื่อจะให้เฟสบุคยัดเยียดโฆษณาสินค้านานาชนิดให้เราดู แบบฟรีทีวี แต่ถ้าบังเอิญไปเจอสินค้าที่ถูกใจในโฆษณาก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราในฐานะผู้ใช้งาน(User) แบบฟรีๆ ก็ควรช่วยส่งเสริมบรรดาผู้มีอุปการะคุณของเฟสบุค(พวกที่มาฝากทำโฆษณากับเฟสบุค)เขาสักหน่อย เช่น กดไลค์ คอมเมนต์ หรือแชร์โพสต์ออกไปให้เพื่อนเราคนอื่นๆ ได้เห็นได้ดูบ้าง เพราะหากเราไม่ช่วย ก็จะไม่มีใครมาโฆษณาขายสินค้ากับเฟสบุค สุดท้ายเฟสบุคก็อยู่ไม่ได้ เมื่อเฟสบุคอยู่ไม่ได้เราก็อดใช้ชีวิตออนไลน์ในโลกไซเบอร์แห่งนี้ไปโดยปริยาย
น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ฉันใด เฟสบุคก็พึ่งเรา เราก็พึ่งเฟสบุค ฉันนั้น มันเป็นการอิงผลประโยชน์ร่วมกันนั่นเองครับ

คำถามที่เจอบ่อย (FAQs)



คำถามที่เจอบ่อย (FAQs)
ทำไมเราต้องมีเพจธุรกิจบนเฟสบุค?
ตอบว่า หลักการทำธุรกิจในระบบเศรษฐกิจแบบทุนเสรีอย่างในปัจจุบัน มันหนีไม่พ้นการแข่งขัน นักธุรกิจมืออาขีพทั้งหลายเข้าใจเรื่องนี้ดี
...
พูดเรื่องการแข่งขัน เขาแข่งขันอะไรกัน ก็หนีไม่พ้นแข่งขันหาลูกค้า เพราะลูกค้าคือพระเจ้าสำหรับธุรกิจทั้งหลายทั้งปวง
แล้วเราจะไปแข่งขันหาลูกค้าจากที่ไหน ก็ต้องเข้าใจให้ได้ว่า ทุกวันนี้มีแต่คนใช้สมาทโฟนในกิจกรรมต่างๆ ของชีวิตแทบทุกแห่งหน และในกิจกรรมเหล่านั้นก็หนีไม่พ้นแอปพลิเคชั่นตัวหนึ่งที่ชื่อว่า เฟสบุค
ทีนี้คงจะไม่ต้องสาธยายให้มากความแล้วนะครับว่า ถึงเวลาที่เราเจ้าของธุรกิจจะมีเพจธุรกิจของเราบนเฟสบุคแล้วหรือยัง ลองสำรวจไปที่ร้านขายโทรศัพท์มือถือดูนะครับว่า โทรศัพท์มือถือไม่ว่าเศรษฐกิจจะซบเซาอย่างไร แต่โทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟนก็ยังขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอยู่เสมอ เพราะคนทุกวันนี้ ใช้ชีวิตบนเฟสบุคหรือโลกไซเบอร์กันทั้งหมดแล้ว แล้วเราจะไม่ตามเขาเข้าไปทำธุรกิจในโลกไซเบอร์กับเขาบ้างล่ะ
มีธุรกิจจำนวนมากมาย ที่เข้าไปทำธุรกิจในโลกไซเบอร์แล้วประสบความสำเร็จ และเราเองก็ทำได้เช่นกันครับ

คำถามที่เจอบ่อย (FAQs)



คำถามที่เจอบ่อย (FAQs)
ในเมื่อเรามีแฟนเพจอยู่แล้วเป็นพันๆ คน แล้วทำไมเราจะต้องไปจ่ายค่าโฆษณาโพสต์ให้เปลืองเงินอีกทำไม?
ตอบว่า โพสต์ทุกโพสต์ในเพจของเรา จะมีแฟนเพจเข้าถึงได้ตามสภาวะปกติ(แบบออร์แกนนิค)สูงสุดแค่ 16% เท่านั้น แฟนเพจอีก 84% หรือมากกว่านั้น จะไม่สามารถรับข่าวสารจากเพจของเราได้เลย ที่เป็นแบบนั้นเพราะเฟสบุคใช้กลไกที่เรียกว่า EdgeRank (ลองหาเรื่อง EdgeRank อ่านได้จากบทความหรือโพสต์ก่อนหน้านี้นะครับ)
...
มีทางแก้ปัญหาเรื่องนี้สองทาง คือ หนึ่ง แจ้งให้แฟนเพจทั้งหมดกลับมาที่เพจของเรา แล้วมาสร้างความคุ้นเคยกับเพจเพิ่มเติมเช่น กดไลค์ คอมเมนต์ หรือแชร์โพสต์ ให้มากๆ ขึ้น ซึ่งในปฏิบัติมันทำยากเต็มที ทางแก้ที่สองคือ โฆษณาโพตส์ เพราะเมื่อโฆษณาโพสต์แล้ว แฟนเพจทุกคนจะได้รับข่่าวสารจากเราในทันที (เผลอๆ อาจได้แฟนเพจรายใหม่เพิ่มมาด้วย)
นี่คือสิ่งที่เจ้าของเพจทั้งหลายไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน เพจที่เปิดมาซึ่งมีมากมาย เลยกลายเป็นเพจที่ไม่แอ็คทีฟในที่สุด
หากเราจะทำธุรกิจจริงๆ เงินค่าโฆษณาไม่มากมายอะไร มันคุ้มค่าเกินจะเอามาคิดเปรียบเทียบกับผลกำไรที่จะเกิดขึ้น จริงไหมครับ